-My Journey- TRAVEL - exciting experiences

[Day 1] Chiangrai Culture Trip : บินดี อยู่ดี เที่ยวเชียงราย สายวัฒนธรรม [SR]

“เที่ยวเชียงราย สายวัฒนธรรม Day 1”

ผมมีโอกาสได้เป็นส่วนหนึ่งของทริปเชียงราย ตลอด 3 วัน ทริปนี้เป็นทริปสบายๆ พร้อมเที่ยวชมจุดสำคัญๆ เพื่อเรียนรู้และสัมผัสเรื่องราวที่น่าสนใจให้ถึงแก่น เป็นอีกทริปที่ผมรู้สึกอิ่มเอมใจทริปนึง เลยเก็บภาพมาเล่าให้ฟังกัน ตามผมมาได้เลยครับ

การเดินทางเที่ยวนี้ได้รับการสนับสนุนจากสายการบินนกแอร์ โดยตอนนี้ ทางนกแอร์ได้ออกแคมเปญใหม่คือ นกเลือกได้ หรือ “Choose Your Nok” เป็นบริการจองตั๋วโดยสารรูปแบบใหม่จากนกแอร์ สามารถเลือกซื้อบัตรโดยสาร ที่เหมาะกับการเดินทาง และความต้องการ โดยขั้นตอนของการเลือกซื้อบัตรโดยสารนี้ก็จะง่ายและไม่ซับซ้อน ไม่ต้องคอยพะวงกับปัญหาจุกจิกอีกต่อไป

วันนี้ได้โดยสารไปกับ”นกนภาพราว” เป็นเครื่องบินโบอิ้ง 737-800  ทะเบียน HS-DBZ เป็นลำที่ 21 ของฝูงเบบี้เจ็ท ร่อนลงที่ดอนเมือง เมื่อเวลา 20:32 น. วันที่ 20/9/2017 ใหม่เอี่ยมกันเลย 

แอร์สุดสวยกำลังเดินแจกน้ำดื่มนกชื่นใจ ซึ่งมอบให้ฟรีกับผู้โดยสารทุกท่าน ส่วนรายละเอียดของ“นกเลือกได้” นั้นแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบด้วยกัน

Nok Lite บินเบาๆ : เหมาะสำหรับผู้โดยสารที่ต้องการความคล่องตัว
Nok X-tra บินสบาย : เหมาะสำหรับผู้โดยสารที่มีสัมภาระ
Nok MAX บินเพลิดเพลิน : บริการที่รวบรวมสิ่งจำเป็นสำหรับการเดินทางมาอย่างครบถ้วน ทำให้คุณเพลิดเพลินไปกับการเดินทาง นอกจากไม่ต้องกังวลใจกับเรื่องน้ำหนักกระเป๋าแล้ว ยังมีบริการอาหารร้อน และ น้ำดื่มนกชื่นใจพร้อมเสริฟ์บนเที่ยวบินอีกด้วย

นกชื่นใจลายใหม่ออกแบบโดย น้องสุพิชญา ชุมรักษ์ จากมูลนิธิบ้านเด็กชัยพฤกษ์ ที่ได้รับการสนับสนุนจาก สายการบิน นกแอร์ ในโครงการต่างๆของทางมูลนิธิ

ระหว่างทริปหากใครหิว บนเที่ยวบินนกแอร์มีบริการอาหารร้อนพร้อมเสิร์ฟ ให้เติมพลังก่อนลุยทริปสนุกๆ วันนี้ได้เมนูข้าวกระเพราไก่ไข่ดาว มาแบบร้อนจริงๆ เผลอไปจับไม่ระวังมือแทบพอง

เปิดฝาออกมา กลิ่นและหน้าตาพอใช้ได้ ข้าวนุ่มๆ แต่…. อยากจะขอเตือนกันสักนิดว่า ใครทานเผ็ดไม่เก่งควรเลือกเมนูอื่นนะครับ รสชาติถึงใจมากๆ เผ็ดจี๊ดเลยทีเดียว

พอเครื่องลงจอด รับกระเป๋ากันเสร็จเรียบร้อยเดินออกมา ก็มีพนักงานต้อนรับจาก Imperial Golden Triangle Resort มาถือป้ายรอต้อนรับ


Imperial Golden Triangle Resort

นั่งรถประมาณ 45 นาที ก็มาถึง Imperial Golden Triangle Resort ตัวอาคารสร้างสไตล์ล้านนา มีส่วนประกอบของไม้ตกแต่งอาคาร ทำให้รู้สึกอบอุ่น และผ่อนคลาย ตั้งอยู่บนเชิงเขาล้อมรอบด้วยแม่น้ำโขงและแม่น้ำรวก พรมแดนติดกับประเทศลาวและพม่า โรงแรมแห่งนี้ให้บริการห้องพักจำนวน 73 ห้อง มีทิวทัศน์อันงดงาม

เรียกได้ว่า เป็นทริปตัวแตกเลยก็ว่าได้ ต้อนรับขับสู้ ได้ดีจริงๆ มาถึง lobby โรงแรมก็ มีอาหารมาต้อนรับเต็มที่

ห้องพักที่ได้ เป็นห้องพักแบบดีลักซ์ (Deluxe Room) ซึ่งมีจำนวน 26 ห้องตั้งอยู่บนชั้น 4 – 5 มีการผสมผสานกันอย่างลงตัวของการตกแต่งสไตล์ภาคเหนือที่มีการใช้ไม้สักกับความสะดวกสบายที่เพียงพอต่อความต้องการ ห้องพักทุกห้องมีระเบียงส่วนตัวที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลายกับทิวทัศน์ของแม่น้ำโขงและแม่น้ำรวก ที่เป็นพรมแดนกับประเทศเพื่อนบ้านทั้ง พม่าและลาว

มีผลไม้ต้อนรับวางอยู่บนโต๊ะทำงาน ที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์ผ่านหน้าต่างขนาดใหญ่

เมื่อมองออกไปนอกระเบียง จะเห็น แม่น้ำโขงและแม่น้ำรวก โดยด้านขวาจะเป็นประเทศลาว และด้านซ้ายเป็นประเทศพม่า

นอกจากนี้ยังได้มาชม ห้องพักแบบ Presidential Suite ซึ่งตั้งอยู่บนชั้น 5 มีพื้นที่ขนาด 144 ตรม. มีสองห้องนอนและ 1 ห้องนั่งเล่น อลังการงานสร้างมากๆ สามารถเข้าพักได้มากถึง 5 คน รับรองแขกบ้านแขกเมืองมาแล้วมากมาย

มุมโต๊ะทานข้าว มิสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน

ห้องนอนใหญ่ และห้องน้ำในตัว ตกแต่งอย่างสวยงาม แต่ยังให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนอยู่บ้าน

สระว่ายน้ำตั้งอยู่ภายนอกอาคาร ล้อมรอบไปด้วยต้นไม้ มีเก้าอี้ให้นอนอาบแดด บรรยากาศดีเลยทีเดียว

ห้องจัดเลี้ยงเอนกประสงค์ Mekong auditorium สร้างแบบล้านนาขนานแท้

บรรยากาศภายในห้องจัดเลี้ยง สามารถรองรับได้ถึง 300 คน กำแพงเป็นไม้ระแนงรับอากาศบริสุทธิ์จากภายนอกได้เต็มๆ

ยังไม่ทันไรได้เวลาอาหารเที่ยง กันแล้ว จัดโต๊ะได้น่ารักจริงๆ ทานข้าวกันเสร็จ ก็ได้เวลาเดินทางไป พิพิธภัณฑ์หอฝิ่น อุทยานสามเหลี่ยมทองคำ


พิพิธภัณฑ์หอฝิ่น อุทยานสามเหลี่ยมทองคำ

เดินทางแค่ 10 นาที ก็มาถึง พิพิธภัณฑ์หอฝิ่น อุทยานสามเหลี่ยมทองคำ ซึ่งใกล้กับโรงแรมมาก เมื่อมาถึง ก็จะได้เจอกับ อุโมงค์มุข (TUNNEL) อุโมงค์ที่มืดสนิท ดูลึกลับที่มีความยาว 137 เมตร ซึ่งเจาะทะลุภูเขาทางด้านตึกรับรองไปถึงตัวอาคารใหญ่อีกฟากหนึ่งที่มีทุ่งฝิ่นจำลอง ภายในอุโมงค์แห่งนี้ทุกคนสามารถสัมผัสถึงความร้ายกาจของ “ฝิ่น” ที่ทำลายผู้คน

ทุ่งฝิ่นจำลอง เนื่องจากเป็นพืชที่ผิดกฎหมาย ทางพิพิธภัณฑ์หอฝิ่น อุทยานสามเหลี่ยมทองคำ ได้จำลองขึ้นมาเพื่อให้ผู้เข้าชมได้เห็นภาพ ความสวยงามที่แฝงไปด้วยความอันตรายของทุ่งฝิ่น

ห้องนี้เราจะได้เรียนรู้ว่าฝิ่นเข้ามาสู่เอเชียได้อย่างไร จำลองฉากท่าเรือพาณิชย์อังกฤษและวัฒนธรรมการดื่มชาของชาวอังกฤษ และเป็นสาเหตุของการขาดดุลการค้าอย่างมหาศาล เรือสินค้าของยุโรปที่ออกเดินทางจากอังกฤษมาอินเดีย

ห้องจำลองใต้ท้องเรือสำเภาขนฝิ่น ซึ่งจะมากับสินค้ามากมาย ทั้งห่อใบชา ผ้าไหม เครื่องลายคราม และเครื่องเทศ อันเป็นสินค้าของตะวันออก

เรือสินค้าของยุโรปที่ออกเดินทางจากอังกฤษมาอินเดียโดยเรือบรรทุกสินค้าจะหยุดพักที่เมืองสิงคโปร์เพื่อเติมเสบียง และขนถ่ายสินค้าบางส่วนลงเรือขนาดเล็ก สู่ท่าเรือท้องถิ่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น เมืองสงขลา และจันทบุรี เมืองสิงคโปร์จึงกลายเป็นศูนย์กลางการค้าระหว่างอินเดียและจีน ก่อนฝิ่นจะเดินทางมาสู่ประเทศจีนที่ท่าเรือกวางตุ้ง อันเป็นหัวใจของประเทศจีน

อัตราค่าเข้าชมคนไทย 200 บาท / ชาวต่างชาติ 300 บาท / ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป 50 บาท / เด็กอายุ 12 – 18 ปี 50 บาท / เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี ไม่เสียค่าใช้จ่าย  วันและเวลาดำเนินการ วันอังคาร – วันอาทิตย์ เวลา 8.30 – 16.00 น. (เวลา 16.00 น. เป็นเวลาขายบัตรรอบสุดท้าย )ระยะเวลาสำหรับการชมนิทรรศการโดยเฉลี่ย 1-2 ชั่วโมง

เสร็จแล้วก็ออกเดินทางไป สถานที่ต่อไปคือ วัดเจดีย์หลวง


วัดเจดีย์หลวง

วัดเจดีย์หลวง หรือ วัดพระธาตุเจดีย์หลวง สร้างขึ้นเมื่อพ.ศ.1887 ปัจจุบันมีอายุกว่า 670 ปีแล้ว

พระธาตุเจดีย์หลวงนั้นได้ชื่อมาจาก พระเจดีย์องค์ใหญ่ทรงระฆังแบบล้านนาสูงถึง 88 เมตร มีฐานกว้าง 24 เมตร ซึ่งมีขนาดใหญ่มากที่สุดในเชียงแสน  แม้จะผ่านกาลเวลามาเนิ่นนานแต่พระเจดีย์ก็ยังคงตั้งอยู่อย่างมั่นคง แสดงความเจริญรุ่งเรืองและยิ่งใหญ่ของเชียงแสนในอดีตกาล รวมถึงศรัทธาต่อพุทธศาสนาที่ยังไม่เสื่อมคลายจนทุกวันนี้ 

พระวิหารโบราณที่เก่าแก่พังทลายไปบ้างและเจดีย์ธาตุต่าง ๆ อีก 8 องค์ ปัจจุบันได้รับการดูแลและบูรณะอย่างดี แต่ไม่มีการเสริมแต่งให้ผิดแผกไปจากเดิม เพียงรักษาไว้ซึ่งความทรงจำและประวัติศาสตร์เก่าแก่ของชาวล้านนาไท โดยภายในบริเวณวิหารของวัดเจดีย์หลวงยังมีองค์พระพุทธรูปเชียงแสน สิงห์ 1 ประดิษฐาน เป็นองค์ประธานอยู่ภายในพระวิหารของวัดพระธาตุเจดีย์หลวง ซึ่งเป็นพระพุทธรูปเชียงแสนนี้เป็นพระพุทธรูปที่มีความสำคัญ และมีความสวยงามเป็นอย่างยิ่ง ตัวพระวิหารนี้ได้สร้างหลังคาขึ้นใหม่เพื่อคลุมโบราณสถานเก่าแก่เอาไว้ และเพื่อคลุมองค์พระพุทธรูปเชียงแสนเอาไว้ด้วย


วัดพระธาตุผาเงา

เดินทางกันต่อไปที่ วัดพระธาตุผาเงา ซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของตัวอำเภอเชียงแสนประมาณ 3 กม. หรืออยู่ห่างจากสามเหลี่ยมทองคำประมาณ 15 กม.

ชื่อของวัดนี้มาจากชื่อของพระธาตุผาเงาที่ตั้งอยู่บนยอดหินก้อนใหญ่ คำว่าผาเงาก็คือ เงาของก้อนผา (ก้อนหิน) หินก้อนนี้มีลักษณะสูงใหญ่คล้ายรูปทรงเจดีย์และทำให้ร่มเงาได้ดีมาก ชาวบ้านจึงตั้งชื่อว่า “พระธาตุผาเงา” ความจริงก่อนที่จะย้ายวัดมาที่นี่ เดิมมีชื่อว่า “วัดสบคำ” ซึ่งตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำโขง ฝั่งน้ำได้พังทลายลง ทำให้บริเวณ ของวัดพัดพังลงใต้น้ำโขงเกือบหมดวัด คณะศรัทธาจึงได้ย้ายวัดไปอยู่ที่ใหม่บนเนินเขา ซึ่งไม่ไกลจากวัดเดิม

หอพระไตรปิฎกเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 สร้างขึ้นเพื่อรวบรวมพระไตรปิฎกนานาชาติ 9 ประเทศ 9 ภาษา ได้แก่ อินเดีย ศรีลังกา พม่า จีน ญี่ปุ่น ลาว อังกฤษ กัมพูชา และไทย ได้รับพระราชทานชื่อเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวโรกาสมหามงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเจริญพระชนมายุ 80 พรรษา สร้างลักษณะศิลปะล้านนา กลางสระน้ำ ฐานรองรับสร้างด้วยคอนกรีต มีเสา 80 ต้น อาคารหอพระไตรปิฏกฯ สร้างด้วยไม้สักทองทั้งหลัง พื้นและราวระเบียงตกแต่งด้วยหินทราย ได้รับปัจจัยการทอดผ้าจุลกฐินเป็นประจำทุกปีตั้งแต่ พ.ศ.2548-2552 วางศิลาฤกษ์เมื่อ 29 มกราคม 2549 โดย ฯพณฯ พลเรือเอก หม่วมหลวงอัศนี ปราโมช องคมนตรีและผู้จัการทรัพย์สินส่วนพระองค์

วิหารหลวงพ่อผาเงา อยู่ติดกับพระธาตุผาเงา วิหารหลวงพ่อผาเงามีสถาปัตยกรรมแบบล้านนา หน้าบันวิหารประดับลวดลายปูนปั้นศิลปะเชียงแสน บานประตูทำด้วยไม้สัก แกะสลักลวดลายเกี่ยวกับประเพณีสิบสองเดือนของล้านนา หน้าต่างทำด้วยไม้สักแกะสลักลวดลายเกี่ยวกับเรื่องราวพระเจ้าสิบชาติ และ พระเวสสันดรภายในวิหาร ฝาผนังประดับประติมากรรมนูนต่ำเกี่ยวกับพุทธประวัติ สัตว์ป่าหิมพานต์ ก่อสร้างขึ้นครอบบริเวณวิหารเดิมด้วย อิฐโบราณที่มีอยู่เดิม

หลวงพ่อผาเงา ผู้เชี่ยวชาญโบราณวัตถุ วิเคราะห์ว่า พระพุทธรูปองค์นี้มีอายุระหว่าง 700-1,300 ปี คณะทั้งหมดจึงได้พร้อมกันตั้งชื่อพระพุทธรูปองค์นี้ว่า “หลวงพ่อผาเงา” และเปลี่ยนชื่อวัดใหม่เป็น “วัดพระธาตุผาเงา” ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา “หลวงพ่อผาเงา” เป็นพระพุทธรูปศิลปะเชียงแสนที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะสุโขทัย โดยเป็นพระพุทธรูปขัดสมาธิราบปางมารวิชัย พระพักตร์รูปไข่ พระหนุเป็นปม พระรัศมีเป็นเปลว มีหน้าตักกว้างประมาณ 1 เมตร สูงประมาณ 1.5 เมตร โดยประดิษฐานอยู่กลางพระวิหารที่ชาวบ้านได้สร้างครอบเอาไว้ตั้งแต่เมื่อครั้นค้นพบองค์พระใหม่ๆ


วัดพระธาตุจอมกิตติ

เดินทางกันต่อ มาที่วัดพระธาตุจอมกิตติ ที่มีความเกี่ยวพันกับล้านนาสมัยโบราณ เพราะเป็นสถานที่ที่พระเจ้าพรหมราชและประชาชน ร่วมกันจัดงานบุญฉลองครั้งยิ่งใหญ่เนื่องในโอกาสที่พระองค์สามารถกู้เอกราชมาจากขอมได้สำเร็จ พระธาตุจอมกิตติ จึงเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของการประกาศชัยชนะและความเป็นอิสระ ทั้งยังชวนให้เราระลึกถึง ความเสียสละและความกล้าหาญของบรรพบุรุษไทยในการสู้รบครั้งนั้น โดยปัจจุบันยังคงมีการจัดพิธี บวงสรวงพระธาตุจอมกิตติเป็นประจำทุกปี และมีการทำพิธีเสริมดวงชะตาให้กับประเทศไทย

ตามตำนานกล่าวว่า กษัตริย์แห่งราชวงค์โยนกองค์ที่ ๒๔ คือ พระเจ้าพังคราช พร้อมด้วยโอรส คือ พระเจ้าพรมมหาราช ได้รับพระบรมสารีริกธาตุจากพระเถระเจ้าชาวโกศล เมืองสุธรรมาวดี นามว่า พระพุทธโฆษาจารย์ รวม 16 องค์ พระเจ้าพังคราชจึงทรงโปรดแบ่งพระบรมสารีริกธาตุออกเป็นขนาดใหญ่ 1องค์ ขนาดกลาง 2 องค์ ขนาดเล็กอีก 2 องค์ ประธานแก่พระยาเรือนแก้ว เจ้าเมืองไชยนาราย์ ซึ่งพระยาเรือนแก้วได้สร้างเจดีย์ประดิษฐานไว้ ณ. ดอยจอมทองที่เหลืออีก 11 องค์ ทรงโปรดให้นำพระโกศแก้ว พระโกศเงิน มารองรับพระบรมธาตุ พระราชทานให้พระเจ้าพรหมมหาราชนำไปประดิษฐานไว้ที่ดอยน้อย หรือดอยจอมกิตติที่พระเจ้าสิงหนวัตนิ ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงค์โยนกได้เคยบรรจุพระบรมสารีริธาตุ ทั้ง 11ไว้ด้วยกัน ในปี 1483 ในระยะต่อมาเจดีย์พระธาตุทรุดโทรมมากเจ้าฟ้าเฉลิมเมือง เจ้าเมืองเชียงแสน ได้ร่วมกับศรัทธาชาวเมืองบูรณะปฏิสังขรณ์ขึ้นอีกครั้งในปี 2237

พระอุโบสถสร้างแบบล้านนาประยุกต์ เป็นจุดชมวิวอีกแห่งหนึ่งของอำเภอเชียงแสน

ภายในตกแต่งอย่างสวยงาม ถึงเวลาเย็นแล้ว ได้เวลากลับที่พัก เตรียมทานอาหารเย็นกัน

ทางโรงแรมได้จัดเลี้ยงแบบขันโตกที่ห้องอาหาร Border View โดยจัดอาหารเหนือนรสชาติดั้งเดิม มีทั้ง แกงฮังเล น้ำพริกหนุ่ม น้ำพริกอ่อง แคบหมู ไส้อั่ว หมูยอ และอีกมากมาย รับรู้ได้ถึงความตั้งใจจริง ของโรงแรมจัดแต่งได้สวยงาม รสชาติดีไม่มีที่ติเลยทีเดียว

มีการแสดงจากเด็กนักเรียน มีทั้งฟ้อนรำ รำดาบ กลองสะบัดชัย และอีกหลายการแสดง สร้างความประทับใจ เป็นอย่างมาก

พออิ่มกันแล้ว ก็ได้เวลาปล่อยโคม บริเวณสวนข้างโรงแรม

ทางโรงแรมได้เตรียมโคมไว้ให้ จุดและปล่อยพร้อมๆกัน สวยงามจริงๆ

บรรยากาศ lobby ตอนกลางคืน กว้างขวาง และสวยงาม ตกแต่งสไตล์ล้านนา จบวันแรก เล่นเอาหมดแรงเลยทีเดียว ขึ้นห้องพักนอนเอาแรงไว้เที่ยวต่อในวันรุ่งขึ้น

Posts

%d bloggers like this: