Article TRAVEL - exciting experiences

รีวิว LockBox ตู้ล็อกเกอร์ ฝากของ ฝากกระเป๋าอัตโนมัติ แบบที่ญี่ปุ่น!

“ฝากของไว้ แล้วไปไหนก็ได้”

“ตู้ล็อกเกอร์ ฝากของ” สำหรับใครที่ไปเที่ยวต่างประเทศบ่อยโดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น คงคุ้นเคยกับตู้ฝากกระเป๋าแบบหยอดเหรียญตามสถานีรถไฟและจุดเชื่อมต่อต่างๆ ที่ต้องลุ้นวิ่งหาตู้เพื่อฝากกระเป๋าตั้งแต่เช้า เพื่อลุยเที่ยวกันต่อแบบสบายตัว และคงเคยคิดว่าถ้าในไทยมี ตู้ล็อกเกอร์ฝากกระเป๋าแบบนี้ก็คงดี วันนี้ฝันเป็นจริงแล้ว


ในชีวิตประจำวันผมเดินทางด้วย BTS เป็นหลักบางทีผมเดินทางไปทำธุระก็มีของติดตัวเยอะแยะ ก็คิดอยากให้มีตู้ฝากของ สำหรับ Drop ของไว้ก่อนค่อยมาเอา ไม่ต้องขนทุกอย่างไปตลอดเวลา และ LockBox ตู้ล็อกเกอร์ฝากของอัตโนมัติก็ถือกำเนิดขึ้น ที่จริงบริการนี้น่าจะเหมาะกับนักท่องเที่ยวมากกว่า แต่ผมเองก็ตื่นเต้นเพราะดีใจที่ได้เห็นอะไรใหม่ๆเกิดขึ้นในบ้านเราเอาหละเราไปดูกันว่าจะใช้งานได้ง่ายแค่ไหน
..
..
วันนี้ผมใช้บริการตู้ฝากของ LockBox ที่ BTS ศาลาแดง

“หนักมั้ย?” กับภาระที่ต้องแบกอยู่
บางทีภาระเยอะ บางทีแพคกระเป๋าเตรียมเดินทางเย็นวันศุกร์ แต่ไม่อยากแบกทุกอย่างเข้าออฟฟิศแบบประเจิดประเจ้อ บริการนี้ก็เป็นทางออกที่ดีนะครับ ^^


แน่นอนว่าใครผ่านไปผ่านมาต้องตู้ฝากของสีเหลืองยาวเด่นแบบนี้ (หาง่ายดีครับ) แอบเห็นว่าจะมีตู้แถวใหม่อยู่ตรง MRT ด้วย มีเยอะๆคนจะได้ใช้สะดวกๆครับ



ตู้ฝากของจะมีหลายขนาดให้เลือกตั้งแต่ Size S, M, L, XL
Size S : 20 บาท/ชั่วโมง หรือ 160 บาท/วัน
Size M : 30 บาท/ชั่วโมง หรือ 240 บาท/วัน
Size L : 40 บาท/ชั่วโมง หรือ 320 บาท/วัน
Size XL : 50 บาท/ชั่วโมง หรือ 400 บาท/วัน
..
..
ลองเล็งๆขนาดกันดูก่อนได้ว่าสัมภาระของเราเหมาะกับช่องล็อกเกอร์ขนาดไหน


เอาละนะ เริ่ม!
..
..

ไปที่หน้าจอกันก่อนครับแล้วแตะหน้าจอเพื่อเริ่มใช้งาน



ฝากของ



หลังจากแตะหน้าจอเพื่อเริ่มใช้งาน ให้เลือก “ฝากของ” เพื่อฝาก



จากนั้นจะมีแผนผังตู้ที่ว่างมาให้เรา ก็สามารถกดเลือกขนาดที่เหมาะกับสัมภาระของเรา

ผมใช้กระเป๋าใบเล็ก เลือกเป็น Size S ซึ่งค่าบริการอยู่ที่ 20 บาทต่อชั่วโมง (ขั้นต่ำ 2 ชั่วโมง) หรือใครจะฝากทั้งวันก็แค่ 160 บาท ผมรู้สึกว่ามันไม่แพงนะครับเมื่อเทียบกับต้องแบกของไปมาให้เสียพลังงาน ฝากของไว้แล้วเดินสบายๆดีกว่า

จากนั้นกดยืนยัน

กรอกหมายเลขโทรศัพท์

ตั้ง Password เป็นเลข 4 หลักสำหรับตู้ฝากของ ของเรา



เครื่องจะสรุปยอด แล้วก็หยอดเงินได้เลย

สามารถหยอดได้ทั้งเหรียญและธนบัตร (แต่วันนี้เครื่องไม่ยอมกินแบงค์ผม)

เลยเปลี่ยนเป็นหยอดเหรียญแทน

เครื่องจะคำนวณยอดคงเหลือที่ต้องหยอดเพิ่ม (มันจะช้าๆหน่อย อย่าตกใจ)

เสร็จปุ๊บก็จะประมวลผลเล็กน้อย

แล้วเครื่องก็บ้วนใบเสร็จออกมา

ตู้นี้เป็นของผมล้าวววว

แล้วประตูตู้หมายเลขที่เลือก ก็เด้งเปิดอัติโนมัติครับ

จัดการเอาสัมภาระใส่เข้าไป อย่าลืมว่าเราสามารถเปิดและปิดได้ที่รอบเดียว ฉะนั้นอย่าลืมนำของที่จำเป็นไว้กับตัวนะครับ ถ้าต้องเปิดก็ต้องเริ่มทั้งหมดใหม่ จ่ายตังใหม่ด้วย

ตู้ Size S มันใหญ่เหมือนกันนะครับ คือหน้าจะแคบหน่อยแต่ค่อนข้างลึก ผมว่าสามารถใส่กระเป๋า Gym กระเป๋ากีฬาได้สบายๆเลย

เสร็จแล้วก็ปิดประตูตู้.. เป็นอันเสร็จเรียบร้อย คราวนี้จะไปไหนก็ไปได้แบบสบายตัวแล้วววว


“เอาของคืน”

สำหรับขั้นตอนการนำของออกจากตู้ก็ไม่ยากอะไรครับ ทำตามขั้นตอนเลย

 
หลังจากทักทายหน้าจอเพื่อเริ่มทำรายการ ก็กดปุ่ม “นำของออก”



กดเลือก “นำของออกจากตู้ทั้งหมดและยกเลิกการใช้ตู้” เพราะการเปิดประตูตู้คือการนำของออกจากตู้และยกเลิกแบบอัตโนมัติ ตอนฝากของเลยต้องเช็คดีๆก่อนปิดประตูตู้ครับ

หน้าจอจะแสดงแผนผังตู้ฝากของ และตู้สีแดงคือตู้ที่มีของอยู่ภายใน กดเลือกหมายเลขตู้ของเราครับ

จากนั้นกรอกรหัสผ่าน 4 หลักที่เราตั้งไว้ ตอนทำรายการฝากของ

กดยืนยัน ว่าจะเอาออกมาจริงๆละนะ

แล้วตู้ก็บ้วนใบเสร็จแบบนี้มาให้ แปลว่าการทำรายการเอาของออก “เสร็จสมบูรณ์”

หันไปที่ช่องของเรา ประตูตู้ฝากของของเรา เปิดรอเราไว้แล้วครับ


แล้วก็ไปหยิบของออกมา ปิดประตูกลับแบบเดิม เท่านี้ก็เสร็จเรียบร้อย



สรุปความประทับใจ

สำหรับตู้ฝากของ LockBox ถือว่าใช้งานง่ายไม่ยุ่งยากแค่ทำตามขั้นตอนตามหน้าจอ แถมอยู่ระหว่างสถานีรถไฟฟ้าที่มีคนใช้บริการเยอะน่าจะถูกใจนักท่องเที่ยว สำหรับเรื่องของราคาผมว่าคุ้มค่าสำหรับนักท่องเที่ยวที่จะต้องเดินทางแบบสบายๆไม่เหนื่อยกับการขนสัมภาระไปมา สำหรับคนไทยก็สามารถเลือกใช้บริการเป็นรายชั่วโมง หรือจะรายวันก็ได้เช่นกัน ถ้าใครมีสัมภาระเยอะก็ลองใช้บริการตู้ฝากของกันดูนะครับ เพื่อความสะดวกตามคำขวัญที่ว่า “กรุงเทพ ชีวิตดีๆที่ลงตัว” งิ

%d bloggers like this: